สรุปการประเมินเเละการสร้างเสริมพฤติกรรมทั้ง
4 ด้าน
ด้านร่างกาย
การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย
การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกายเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครอง
ครูและ ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย
รวมถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยทุกฝ่ายต้องศึกษาและทำความเข้าใจ
เพื่อให้มีความรู้ความ เข้าใจ และสามารถประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายเด็กปฐมวัยได้อย่างครอบคลุมและถูกต้อง
ได้ผลการประเมินที่เชื่อ ถือได้
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายให้แก่เด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม
ในเรื่องนี้ จะกล่าวถึง
ความหมายและความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
และความหมายและ ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ความหมายและความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
1.ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด
ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของแต่ละคน
เมื่อนำความหมายของสองคำดังกล่าวมาผนวกกับคำว่า “ร่างกายของเด็กปฐมวัย”
จะได้ความหมายของคำว่า “การประเมิน พฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย” ดังนี้
1.1เป็นกระบวนการของการวัดและการประเมินการกระทำ
หรือการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า หรือสิ่งที่มากระตุ้น
(stimulus) เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
1.2เป็นการศึกษาคุณภาพและปริมาณของความประพฤติ
การกระทำหรืออาการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า
เพื่อใช้ในการตัดสินเด็กทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม
1.3เป็นกระบวนการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการกระทำและพฤติกรรมทาง
ร่างกายอย่างเป็นระบบสำหรับใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย
และเป็นข้อมูลเพื่อสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงความก้าวหน้า จุดเด่น
จุดด้อย รวมทั้งใช้ในการตัดสินประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
และความเหมาะสมของหลักสูตร
1.4เป็นกระบวนการในการใช้เครื่องมือต่างๆ
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำ
หรือกิริยาอาการแสดงออกทางร่างกายทุกรูปแบบของเด็กปฐมวัยที่สามารถสังเกตได้จากหลากหลายแหล่ง
แล้วจัดการแปลความหมาย
ข้อมูลที่ได้เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เพื่อช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่หลักสูตรได้กำหนดไว้
1.5เป็นกระบวนการและวิธีการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความประพฤติ
หรือการกระทำของเด็กปฐมวัยที่สามารถวัดได้
สังเกตได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อใช้ตัดสินคุณลักษณะของเด็ก
1.6เป็นกระบวนการของการสังเกต
การจดบันทึกการกระทำหรือการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายเด็กปฐมวัย
เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการทางการศึกษาซึ่งจะส่งผลต่อตัวเด็กต่อไป
จากความหมายดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า
การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง
กระบวนการในการใช้เครื่องมือที่หลากหลายเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
ของร่างกายที่สามารถสังเกตได้ในสถานการณ์ต่างๆ
เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินคุณลักษณะของพฤติกรรมทางกายที่สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
2.ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกาย
ของเด็กปฐมวัยจะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแลเด็กปฐมวัย
ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กทุกฝ่ายรู้จักและ เข้าใจเด็กมากขึ้น
สามารถช่วยเหลือและพัฒนาพฤติกรรมเด็กได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา สามารถตอบสนอง
ความต้องการของเด็กได้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
2.1ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมและความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กในแต่ละช่วงเวลา
2.3ช่วยให้สามารถระบุเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้
การประเมินพฤติกรรมทางร่างกายของเด็กปฐมวัยสามารถช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง
ครูและผู้ดูแลเด็กสามารถค้นพบเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าที่อาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
เช่น เด็กที่มีการทรงตัวไม่ดี เด็กที่กล้ามเนื้อบริเวณขาไม่แข็งแรงทำให้หกล้มบ่อย
ความหมายและความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
1.ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย ความหมายของคำว่า
“การสร้างเสริมพฤติกรรม หมายถึง การทำให้พฤติกรรมที่พึงประสงค์เกิดขึ้น
มีเพิ่มขึ้น และดีขึ้น” ดังนั้น การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
จึงหมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยสามารถใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน
สามารถหยิบจับสิ่งของและทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับวัย
เพื่อสนองความต้องการของตนเองได้มากขึ้นและดีขึ้น หรืออาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยมีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการใช้กล้ามเนื้อใหญ่
กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลายเหมาะสมกับวัย
รวมตลอดถึงการมีสุขนิสัยที่ดี
2.ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย พ่อแม่ผู้ปกครอง
ครูและผู้ดูแล เด็ก
รวมถึงบุคคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายให้กับ
เด็กปฐมวัย
ทั้งนี้เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังต้องการได้รับการพัฒนาด้านการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
ของร่างกายที่เหมาะสมกับวัย เด็กวัยนี้ยังต้องการคำแนะนำ
และการชี้แนะจากบุคคลที่อยู่แวดล้อมด้วยความรักและความเข้าใจ
สรุปได้ว่า
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง
การพัฒนาให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อ ส่วนต่างๆ
ของร่างกายในการเคลื่อนไหวและทำสิ่งใหม่ๆ
รวมทั้งปรับปรุงการกระทำที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น การสร้าง
เสริมพฤติกรรมด้านร่างกายจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายในการทำสิ่งต่างๆ
ที่แตกต่างจากเดิม
ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายให้มีความซับซ้อนมากขึ้น
รวมทั้งช่วยเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป
การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
ความหมาย
การประเมิน
หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กที่แสดงถึงสภาวะของการเจริญเติบโต
พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งสุขภาพ ความสามารถ พฤติกรรม ความรู้
ความต้องการ ความตั้งใจ ความสนใจของเด็ก
และสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
การสร้างเสริม
คือ การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสมต่อเด็ก
ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ ให้เติบโตขึ้นอย่ามีประสิทธิภาพ
ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
แนวทางการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่าง ๆ
2. การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด
3. การสัมภาษณ์โดยใช้อบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้่างและไม่มีโครงสร้าง
4. การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็กโดยรวบรวมไว้ในแฟ้ม
สะสมผลงาน
5. การประเมินการเจริญเติบโตยใช้เครื่องมือที่ตรงกับสิ่งที่อยากจะวัด
การประเมินพฤติกรรม
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การรับรู้อารมณ์ตนเองเป็นการเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของงตนที่ตรงกับ
สถานการณ์ต่างๆ และแสดงออกด้วยสีหน้าท่าทาง
และการกระทำเพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความรู้สึกนั้นๆ
ลักษณะทางอารมณ์ของเด็กปฐฒวัยเกิดขึ้นตามธรรมชาติของเด็กทุกคนและเกิดจากการได้รับการตอบสนองในสภาพแวดล้ิม
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
การประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัยควรประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน
โดยสังเกตว่าขณะที่เด็กทำกิจกรรมหรือมาจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู็สึกและอารมณ์ต่างๆ
เด็กมีการแสดงออกอย่างไรเหมาะสมหรือไม่ และเมือเหตุการณ์ที่่ขณะอยู่ร่วมกับผู็อื่นเด็กมีการแสดงออกและมีการควบคุมอารมณ์อย่างไร
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
คุณลักษณะคุณธรรมจริยธรรม มี 4 ด้าน
1. ด้านกาย คือ
การดูแลตนเองโดยไม่เบียดเบียนตนเองและสิ่งแวดล้อม
2. ด้านสังคม คือ
การมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
3. ด้านจิตใจ คือ การมีสมรรถภาพ
ทางจิตดีมีสุขภาพจิตดีและมีคุณภาพที่ดี
4. ด้านปัญญา คือ การีมความรู้ความเข้าใจในเหตุผล
เห็ฯคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้
สำหรับพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรม
เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเองและความผิดชอบชั่วดี
ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักการปฏิบัติตนเป็นคนดีและนำพาสังคมไปสุ่ความดีงาม
การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู็สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรม
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ
การแสดงออกที่เหมาะสมของผู้เลี้ยงดูเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างการตอบโต้ปฏิกิริยาทางอารมณ์โดยเฉพาะพฤติกรรมในทางบวกและการปฏติบัติกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
หลักการสร้างเสริม
1. การเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกทางอารมณ์
2. การสอนโดยตรงพร้อมกับอธฺบายเหตุผล
3. การเสริมแรงบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสมและพฤติกรรมการควบคุมอารมณ์
4. การปฏิบัติโต้ตอบหรือสะท้อนการแสดงพฤตืกรรมต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมมีหลักการสร้างเสริมเช่นเดียวกันกับสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย
ซึ่งประกอบด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมการสอนโดนตรงการให้การเสริมแรงทางบวกการสนับสนุนให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
ความหมาย
การประเมิน
หมายถึง
การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น
และทักษะการปรับตัวอยู่ในสังคม ที่ปรากฎในแต่ละช่วงอายุ
เพื่อนำผลมาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็ก
การสร้างเสริม
หมายถึง การนำผลจากการประเมินมาสู่การตัดสินใจ
จัดประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กในแต่ละช่วง
ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี
สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
และเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาทางสังคมในวัยต่อไป
วิธีการที่ใช้ในการประเมิน
1. การสังเกตและการบันทึก
เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
2. การสนทนา
เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถ
3. การสัมภาษณ์
4. การรวบรวมผลงาน
5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การประเมิน
1. ด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย
และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่กิจกรรมง่ายๆ
และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้น และห่างจากตัวออกไป เพื่อให้เกิดการยั่วยุ
ท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ
3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ
ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย
4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง
2. ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย
ความเป็นมิตร
คือ แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น
ความเป็นมิตรของเด็ก เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก
การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต
จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน
ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ
เครื่องมือประเมิน
1. แบบันทึกพฤติกรรม
2. แบบบันทึกคำพูด
3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร
3. ด้านสังคมทางบวกของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. การให้ความร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆในบ้านในฐษนะเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน
การช่วยตนเอง การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง
2. การสอนโดยตรงให้มีพฤติกรรมการปรับตัวทางสังคมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครัวเรือนและสังคมภายนอก
3. การให้เล่นกับผู้อื่นทั้งเด็กโต
และเด็กเล็ก
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
ความหมาย
การประเมิน
หมายถึง
การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น
และทักษะการปรับตัวอยู่ในสังคม ที่ปรากฎในแต่ละช่วงอายุ
เพื่อนำผลมาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็ก
การสร้างเสริม
หมายถึง การนำผลจากการประเมินมาสู่การตัดสินใจ
จัดประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กในแต่ละช่วง
ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี
สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
และเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาทางสังคมในวัยต่อไป
วิธีการที่ใช้ในการประเมิน
1. การสังเกตและการบันทึก
เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
2. การสนทนา
เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถ
3. การสัมภาษณ์
4. การรวบรวมผลงาน
5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การประเมิน
1. ด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย
และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่กิจกรรมง่ายๆ
และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้น และห่างจากตัวออกไป เพื่อให้เกิดการยั่วยุ
ท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ
3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ
ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย
4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง
2. ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย
ความเป็นมิตร
คือ แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น
ความเป็นมิตรของเด็ก เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก
การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต
จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน
ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ
เครื่องมือประเมิน
1. แบบันทึกพฤติกรรม
2. แบบบันทึกคำพูด
3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร
3. ด้านสังคมทางบวกของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. การให้ความร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆในบ้านในฐษนะเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน
การช่วยตนเอง การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง
2. การสอนโดยตรงให้มีพฤติกรรมการปรับตัวทางสังคมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครัวเรือนและสังคมภายนอก
3. การให้เล่นกับผู้อื่นทั้งเด็กโต
และเด็กเล็ก
*หาเพิ่มเติม
พัฒนาการทางด้านสังคมในเด็กก่อนวัยเรียน
(3 – 6 ปี)
เด็กก่อนวัยเรียนเป็นกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการสำคัญหลายด้านซึ่งเป็นพื้นฐานต่อความสำเร็จในการดำเนินชีวิตในอนาคต
พัฒนาการด้านสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เด็กปรับตัวและพร้อมอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข
โดยพัฒนาการด้านสังคมที่เด็กก่อนวัยเรียนควรมีประกอบไปด้วย
1. การรับรู้ในตนเอง
• บอกได้ว่าตนเองเป็นใครชื่ออะไร
• รู้ข้อมูลของตนเอง
- ทราบเพศ
- ทราบอายุและวันเกิด
- รู้ชื่อจริงนามสกุลจริง
- แยกได้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มใด
- รู้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อผู้ปกครอง
- รู้ชื่อผู้ปกครอง
• การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม
- สามารถอยู่แยกจากผู้ปกครองได้ 2-3
ชั่วโมง
- ชอบที่จะฟังเรื่องของตนเอง
- สามารถแสดงถึงความมั่นใจในตนเองและมีความเป็นตัวของตัวเอง
- เริ่มแสดงออกถึงความเป็นส่วนตัว
- มีความสามารถที่จะพึงพาตนเองได้มากขึ้น
• มีพัฒนาการที่เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
(มีเหตุมีผล)
2. พัฒนาการด้านความมีระเบียบวินัย
• รับผิดชอบกิจวัตรประจำวันพื้นฐานของตนเองได้
• เริ่มมีบทบาทความรับผิดชอบของตนเอง
• แสดงถึงอารมณ์ ความคิด มุมมอง
โดยใช้ภาษาท่าทางได้อย่างเหมาะสม
• แยกแยะได้ว่าเป็นสิ่งเป็นของส่วนตัวหรือสิ่งของส่วนรวม
• สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมที่มีกฎกติกาได้
• เคารพกฎระเบียบในห้องเรียนได้
• สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้เมื่อต้องการ
• ทำตามที่บอกและดำเนินงานที่มอบหมายได้ถูกลำดับ
• ทำกิจกรรมและคงความสนใจได้จนเสร็จ
• สามารถทำกิจกรรมต่อได้หากทำไม่เสร็จก่อนหมดเวลา
• ยอมรับฟังข้อเสนอแนะจากคนอื่นได้
3. การสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่น
• ความเข้าใจถึงความรู้สึกของคนอื่นและตอบสนองได้อย่างเหมาะสม
- แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ
- พูดคุยเปิดใจได้
- ช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเขาต้องการ
• พฤติกรรมการเล่นที่เหมาะสม
- มีการแบ่งปันและให้ความร่วมมือ
- เล่นได้เหมาะสมกับสถานการณ์
- เล่นแสดงบทบาทเป็นคนอื่นได้ทั้งบทบาทเด็กและผู้ใหญ่
• การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
- เรียนรู้ที่จะสร้างและคงความสัมพันธ์กับเพื่อนได้
- มีความสุขที่จะสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนอื่น
- สามารถที่จะอยู่ร่วมเล่นกับเด็กในวัยเดียวกันได้
- พูดคุยสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย
• การแก้ปัญหา
- ทำงานที่จะต้องแก้ปัญหากับผู้อื่นได้
4. ความร่วมมือและเป็นส่วนหนึ่งในสมาชิกทั้งในครอบครัวและสังคมภายนอก
• เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล
• มีส่วนร่วม
เป็นสมาชิกในกลุ่มหรือกิจกรรมต่างๆ
• การเข้าหรือมีส่วนร่วมในการประชุม
- รู้จักการวางตัวในที่ประชุม
- รู้จักมารยาทที่ประชุม
- ไม่ประหม่าเวลาเจอคนแปลกหน้า
• ต่อรองกับผู้อื่นเพื่อเปลี่ยนกฎและสร้างกฎใหม่ที่เหมาะสม
• ใช้สิ่งที่มีหรือสิ่งที่กำหนดให้ได้อย่างเหมาะสม
• ช่วยเหลืองานบ้าน
อ้างอิง https://www.manarom.com/blog/Social_development_in_kids.html
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา
ความหมาย
การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
หมายถึง กระบวนการศึกษาความสามารถ ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย พฤติกรรมด้านการคิด การใช้ภาษา
จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
เพื่อนำผลมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ก้าวหน้าเหมาะสมกับวัย
ตลอดจนนำมาพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก
(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
หมายถึง กระบวนการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทักษะทางสติปัญญา เช่น
ความสามารถในการคิด วิเคราะห์การแก้ปัญหา ความจำ ความคิดสร้างสรรค์
และการใช้เหตุผล ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางปัญญาที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันและการศึกษาต่อไปในอนาคต
(สุภาวดี ศิิริลักษณ์, 2563)
ขอบข่ายในการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาตามหลักสูตรปฐมวัย
2560
1.ความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา
• สังเกตว่าเด็กสามารถเชื่อมโยงความคิด
แก้ไขปัญหาง่าย ๆ และทดลองวิธีแก้ปัญหาได้หรือไม่
• เช่น การเรียงลำดับภาพ การต่อบล็อก
หรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ
2. ความสามารถในการใช้เหตุผลและเชื่อมโยงความรู้
• การแสดงออกถึงความเข้าใจในเหตุและผล เช่น
รู้ว่าฝนตกเพราะมีเมฆมาก
• การจัดกลุ่มสิ่งของตามลักษณะที่เหมือนกัน เช่น สี
รูปร่าง หรือขนาด
3. ทักษะการคิดสร้างสรรค์
• สังเกตว่าเด็กสามารถใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
การเล่นบทบาทสมมติ หรือคิดวิธีการใหม่ ๆ ในการเล่นได้หรือไม่
4. ความสามารถทางภาษาและการสื่อสาร
• การฟังและทำความเข้าใจคำสั่ง
• การพูดสื่อสารได้ชัดเจน และการเล่าเรื่องสั้น ๆ
(กระทรวงศึกษาธิการ,
2560)
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
1.การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน
2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกต พฤติกรรมการคิดของด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น
และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวัน
3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล
เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและ
ผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก
4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก
ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การสร้างเสริมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
๑.
สร้างความเข้มแข็งกับครอบครัวให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
โดยการให้ความรู้และฝึกอบรม
๒.
พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้
เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย
๓.
การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย
ควรอยู่บนพื้นฐานที่ว่า สมองเด็ก ทุกคนสามารถพัฒนาการคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง
๔.
ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา
และการเรียนรู้อย่างมีความสุข
๕. จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ให้โอกาสผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น
2. การศึกษาผลงานทางภาษา
ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย
เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม
ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้
3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ
พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา
เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย
4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การส้รางเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
1.การพูดคุยและการสนทนา: พ่อแม่หรือครูควร
พูดคุยกับเด็กอย่างสม้ำเสมอในกิจกรรมต่างๆเช่น การถาม-ตอบคำถามง่ายๆ
หรือการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสนใจ เช่น สัตว์, สี, รูปร่าง
2.การอ่านหนังสือและการเล่านิทาน:
การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้เด็กฟังเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา
โดยสามารถเลือกหนังสือที่มีภาพสีสันสดใสและเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยเด็ก
3.การใช้เกมและกิจกรรมที่สนุก: เกมที่เกี่ยวข้อง
กับการพูด เช่น เกมจับคู่คำ, เกมตั้งคำถามหรือการเล่นบทบาทสมมติ
4.การกระตุ้นการพูดด้วยคำถาม: การถามคำถามเปิดกว้าง
เช่น "วันนี้คุณทำอะไร?" หรือ
"คุณ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น?" จะช่วยกระตุ้นให้เด็กตอบและใช้คำพูดมากขึ้น
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
1. การใช้แบบทดสอบ
แบบทดสอบสำหรับการประเมินจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยเป็นวิธีการที่ผู้ประเมินมีเป้าหมายเฉพาะและมีการสร้างแบบทดสอบที่มีมาตรฐานโดยผ่านกระบวนการหาคุณภาพของแบบทดสอบ
2. การสังเกต
เป็นวิธีการที่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเด่นชัดเป็นวิธีการที่ง่าย
สะดวก และไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ประเมิน
ซึ่งสามารถทำการประเมินได้บ่อยครั้งอย่างต่อเนื่อง
3. การประเมินจากผลงาน
ผลงานของเด็กที่สามารถนำมาใช้สำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
(อายุ 3-6 ปี เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาโดยสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ
ดังนี้
1. การเล่นเสริมจินตนาการ
2. การวาดภาพและศิลปะ
3. การเล่านิทานและการฟังนิทาน
4. การเล่นกับธรรมชาติ
5. การใช้เพลงและดนตรี
6. การตั้งคำถามและกระตุ้นการคิด (Amabile,
T. M. , Piaget, J.)
*หาเพิ่มเติม
สรุปการประเมินเเละการสร้างเสริมพฤติกรรมทั้ง
4 ด้าน
ด้านร่างกาย
การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย
การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกายเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครอง
ครูและ ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย
รวมถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยทุกฝ่ายต้องศึกษาและทำความเข้าใจ
เพื่อให้มีความรู้ความ เข้าใจ และสามารถประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายเด็กปฐมวัยได้อย่างครอบคลุมและถูกต้อง
ได้ผลการประเมินที่เชื่อ ถือได้
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายให้แก่เด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม
ในเรื่องนี้ จะกล่าวถึง
ความหมายและความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
และความหมายและ ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ความหมายและความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
1.ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด
ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของแต่ละคน
เมื่อนำความหมายของสองคำดังกล่าวมาผนวกกับคำว่า “ร่างกายของเด็กปฐมวัย”
จะได้ความหมายของคำว่า “การประเมิน พฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย” ดังนี้
1.1เป็นกระบวนการของการวัดและการประเมินการกระทำ
หรือการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า หรือสิ่งที่มากระตุ้น
(stimulus) เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
1.2เป็นการศึกษาคุณภาพและปริมาณของความประพฤติ
การกระทำหรืออาการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า
เพื่อใช้ในการตัดสินเด็กทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม
1.3เป็นกระบวนการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการกระทำและพฤติกรรมทาง
ร่างกายอย่างเป็นระบบสำหรับใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย
และเป็นข้อมูลเพื่อสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงความก้าวหน้า จุดเด่น
จุดด้อย รวมทั้งใช้ในการตัดสินประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
และความเหมาะสมของหลักสูตร
1.4เป็นกระบวนการในการใช้เครื่องมือต่างๆ
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำ
หรือกิริยาอาการแสดงออกทางร่างกายทุกรูปแบบของเด็กปฐมวัยที่สามารถสังเกตได้จากหลากหลายแหล่ง
แล้วจัดการแปลความหมาย
ข้อมูลที่ได้เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เพื่อช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่หลักสูตรได้กำหนดไว้
1.5เป็นกระบวนการและวิธีการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความประพฤติ
หรือการกระทำของเด็กปฐมวัยที่สามารถวัดได้
สังเกตได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อใช้ตัดสินคุณลักษณะของเด็ก
1.6เป็นกระบวนการของการสังเกต
การจดบันทึกการกระทำหรือการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายเด็กปฐมวัย
เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการทางการศึกษาซึ่งจะส่งผลต่อตัวเด็กต่อไป
จากความหมายดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า
การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง
กระบวนการในการใช้เครื่องมือที่หลากหลายเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
ของร่างกายที่สามารถสังเกตได้ในสถานการณ์ต่างๆ
เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินคุณลักษณะของพฤติกรรมทางกายที่สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
2.ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกาย
ของเด็กปฐมวัยจะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแลเด็กปฐมวัย
ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กทุกฝ่ายรู้จักและ เข้าใจเด็กมากขึ้น
สามารถช่วยเหลือและพัฒนาพฤติกรรมเด็กได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา สามารถตอบสนอง
ความต้องการของเด็กได้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
2.1ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมและความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กในแต่ละช่วงเวลา
2.3ช่วยให้สามารถระบุเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้
การประเมินพฤติกรรมทางร่างกายของเด็กปฐมวัยสามารถช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง
ครูและผู้ดูแลเด็กสามารถค้นพบเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าที่อาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
เช่น เด็กที่มีการทรงตัวไม่ดี เด็กที่กล้ามเนื้อบริเวณขาไม่แข็งแรงทำให้หกล้มบ่อย
ความหมายและความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
1.ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย ความหมายของคำว่า
“การสร้างเสริมพฤติกรรม หมายถึง การทำให้พฤติกรรมที่พึงประสงค์เกิดขึ้น
มีเพิ่มขึ้น และดีขึ้น” ดังนั้น การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
จึงหมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยสามารถใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน
สามารถหยิบจับสิ่งของและทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับวัย
เพื่อสนองความต้องการของตนเองได้มากขึ้นและดีขึ้น หรืออาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยมีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการใช้กล้ามเนื้อใหญ่
กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลายเหมาะสมกับวัย
รวมตลอดถึงการมีสุขนิสัยที่ดี
2.ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย พ่อแม่ผู้ปกครอง
ครูและผู้ดูแล เด็ก
รวมถึงบุคคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายให้กับ
เด็กปฐมวัย
ทั้งนี้เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังต้องการได้รับการพัฒนาด้านการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
ของร่างกายที่เหมาะสมกับวัย เด็กวัยนี้ยังต้องการคำแนะนำ
และการชี้แนะจากบุคคลที่อยู่แวดล้อมด้วยความรักและความเข้าใจ
สรุปได้ว่า
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง
การพัฒนาให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อ ส่วนต่างๆ
ของร่างกายในการเคลื่อนไหวและทำสิ่งใหม่ๆ
รวมทั้งปรับปรุงการกระทำที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น การสร้าง
เสริมพฤติกรรมด้านร่างกายจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายในการทำสิ่งต่างๆ
ที่แตกต่างจากเดิม
ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายให้มีความซับซ้อนมากขึ้น
รวมทั้งช่วยเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป
*หาเพิ่มเติม
แนวทางการจัดกิจกรรม
ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็กปฐมวัย
กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย
ผู้ปกครองและคุณครูสามารถส่งเสริมและพัฒนากล้ามเนื้อ
โดยหากิจกรรมเล่นกับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น การทรงตัว การเดิน การวิ่ง การกระโดด
การคลาน การนอน การเอียงตัว ฯลฯ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
และยังช่วยเสริมสร้างการประสานงานของ ระบบประสาทส่วนกลางกับกล้ามเนื้อ ส่งผลให้มือ
เท้า ตา เคลื่อนไหว สัมพันธ์กันค่ะ
ซึ่งการทำกิจกรรมไม่จำเป็นต้องทำที่บ้านเท่านั้น แต่ผู้ปกครองอาจจะพาเด็ก ๆ
ไปทำกิจกรรมวันหยุด นอกบ้านได้ค่ะ
เพราะการเรียนรู้นอกบ้านเปรียบเสมือนห้องเรียนที่กว้างใหญ่
ให้เค้าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอบตัว มากมาย จะช่วยให้เด็กรู้จักการสังเกต
การปรับตัวอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และยังสร้างความทรงจำดี ๆ ได้อีกด้วยค่ะ
ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ สามารถแบ่งเป็น ดังนี้
กิจกรรมการเล่น
คือกิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก
ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น กิจกรรมเล่นปีนป่าย กิจกรรมวิ่งเล่นในสนาม
กิจกรรมการเล่นว่าว กิจกรรมการเดินทรงตัวบนเส้นตรง กิจกรรมการเล่นต่อบล็อค
-
การเล่นบทบาทสมมติ (Role
Playing) กิจกรรมสร้างสรรค์
สำหรับ เด็กปฐมวัย
-
เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับเด็ก ๆ
ด้วย กิจกรรมนักสำรวจรูปเรขาคณิต
-
ส่งเสริมทักษะการทรงตัวสำหรับเด็กปฐมวัย
ด้วยกิจกรรมการยืนขาเดียวเก็บถุงทราย
กิจกรรมการออกกำลังกาย
คือกิจกรรมนันทนาการต่าง
ๆ ที่เล่นได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม รวมถึงกิจกรรม การเล่นกีฬา เช่น การปั่นจักรยาน
การเล่นฮูลาฮูป การวิ่งแข่ง การเล่นปิงปอง การเล่นแบดมินตัน
กิจกรรมการโยนรับลูกบอล กิจกรรมโยนบอลเข้าตะกร้า
-
กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 1
เตรียมตัวลูกก่อนไปว่ายน้ำ
-
กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 2
สอนลูกว่ายน้ำด้วยทักษะพื้นฐาน
-
โยคะเด็ก
กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพเด็กปฐมวัย
-
6 ท่าออกกำลังกายที่พาลูกทำง่าย ๆ
ได้ที่บ้าน
-
ICE BALL เกมทุบน้ำแข็ง
กิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกาย
-
วิ่งแข่งเก็บบอลสี
กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ สำหรับเด็กปฐมวัย
-
มินิกอล์ฟ
กิจกรรมส่งเสริมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่
กิจกรรมศิลปะและกิจกรรมการสร้างสรรค์
คือกิจกรรมที่ส่งเสริมการแสดงออกทางความคิด
ที่เด็กได้สำรวจและจัดทำกับวัตถุโดยตรง เด็กสามารถออกแบบ ตกแต่ง
กับชิ้นงานได้อย่างอิสระ
-
ฉีก ตัด ปะ กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมือ
สำหรับเด็กปฐมวัย
-
การฉีก ตัด ปะ
กิจกรรมศิลปะที่ส่งเสริมพัฒนาการและความคิดสร้างสรรค์
-
ประโยชน์ของการเล่นทราย และ
วิธีทำทรายมหัศจรรย์ ด้วยตัวเองง่าย ๆ
-
กิจกรรมศิลปะการปั้นดินญี่ปุ่น
สำหรับเด็กปฐมวัย
-
สวนสัตว์แป้งโด
-
โมบายกระดาษ
กิจกรรมงานประดิษฐ์สำหรับเด็กปฐมวัยกิจกรรมการเข้าจังหวะ
คือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่าง
ๆ ของร่างกายตามจังหวะเสียงเพลง เสียงดนตรี
โดยมีอารมณ์และความรู้สึกร่วมกับการเคลื่อนไหวนั้น ๆ ด้วย เช่น กิจกรรมเต้นแอโรบิค
กิจกรรมเก้าอี้ดนตรี กิจกรรมเล่นงูกินหาง กิจกรรมมอญซ่อนผ้า
และกิจกรรมการเต้นประกอบเพลงต่าง ๆ เป็นต้น
อ้างอิง https://www.youngciety.com/article/journal/body-development.html
การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
ความหมาย
การประเมิน หมายถึง
กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กที่แสดงถึงสภาวะของการเจริญเติบโต
พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งสุขภาพ ความสามารถ พฤติกรรม ความรู้
ความต้องการ ความตั้งใจ ความสนใจของเด็ก
และสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
การสร้างเสริม
คือ การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสมต่อเด็ก
ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ ให้เติบโตขึ้นอย่ามีประสิทธิภาพ
ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
แนวทางการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่าง ๆ
2. การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด
3. การสัมภาษณ์โดยใช้อบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้่างและไม่มีโครงสร้าง
4. การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็กโดยรวบรวมไว้ในแฟ้ม
สะสมผลงาน
5. การประเมินการเจริญเติบโตยใช้เครื่องมือที่ตรงกับสิ่งที่อยากจะวัด
การประเมินพฤติกรรม
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การรับรู้อารมณ์ตนเองเป็นการเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของงตนที่ตรงกับ
สถานการณ์ต่างๆ และแสดงออกด้วยสีหน้าท่าทาง
และการกระทำเพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความรู้สึกนั้นๆ
ลักษณะทางอารมณ์ของเด็กปฐฒวัยเกิดขึ้นตามธรรมชาติของเด็กทุกคนและเกิดจากการได้รับการตอบสนองในสภาพแวดล้ิม
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
การประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัยควรประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน
โดยสังเกตว่าขณะที่เด็กทำกิจกรรมหรือมาจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู็สึกและอารมณ์ต่างๆ
เด็กมีการแสดงออกอย่างไรเหมาะสมหรือไม่ และเมือเหตุการณ์ที่่ขณะอยู่ร่วมกับผู็อื่นเด็กมีการแสดงออกและมีการควบคุมอารมณ์อย่างไร
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
คุณลักษณะคุณธรรมจริยธรรม มี 4 ด้าน
1. ด้านกาย คือ
การดูแลตนเองโดยไม่เบียดเบียนตนเองและสิ่งแวดล้อม
2. ด้านสังคม คือ การมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
3. ด้านจิตใจ คือ การมีสมรรถภาพ
ทางจิตดีมีสุขภาพจิตดีและมีคุณภาพที่ดี
4. ด้านปัญญา คือ การีมความรู้ความเข้าใจในเหตุผล
เห็ฯคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้
สำหรับพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรม
เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเองและความผิดชอบชั่วดี
ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักการปฏิบัติตนเป็นคนดีและนำพาสังคมไปสุ่ความดีงาม
การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู็สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรม
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ
การแสดงออกที่เหมาะสมของผู้เลี้ยงดูเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างการตอบโต้ปฏิกิริยาทางอารมณ์โดยเฉพาะพฤติกรรมในทางบวกและการปฏติบัติกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
หลักการสร้างเสริม
1. การเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกทางอารมณ์
2. การสอนโดยตรงพร้อมกับอธฺบายเหตุผล
3. การเสริมแรงบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสมและพฤติกรรมการควบคุมอารมณ์
4. การปฏิบัติโต้ตอบหรือสะท้อนการแสดงพฤตืกรรมต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมมีหลักการสร้างเสริมเช่นเดียวกันกับสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย
ซึ่งประกอบด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมการสอนโดนตรงการให้การเสริมแรงทางบวกการสนับสนุนให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
*หาเพิ่มเติม
การจัดประสบการณ์ด้านอารมณ์และจิตใจ
จัดการเรียนรู้ตามหลัก
Brain-Based Learning ด้านอารมณ์และจิตใจ
ให้เด็กได้ฝึกฝนการริเริ่ม
และค้นคว้าหาความท้าทายใหม่ ฝึกเลือกและฝึกตัดสินใจ
และช่วยให้เด็กมีความรู้สึกเป็นตัวตนที่เข็มแข็งขึ้น เมื่อเด็กอยู่ในเหตุการณ์จริง
เช่น เล่นกับเพื่อน ทำงานบ้าน ออกไปซื้อของให้แม่ ป้อนข้าวน้อง
มีเหตุการณ์จำนวนมากที่เด็กต้องตัดสินใจว่า เขาควรทำอะไร ควรทำอย่างไร
ควรแก้ปัญหาแบบไหน
ให้เด็กฝึกแสดงความเข้าใจในสิทธิความรับผิดชอบของตนเองและสิทธิของผู้อื่น
ส่งเสริมกิจกรรมแบ่งงานกันทำ
ให้เด็กมีประสบการณ์การเล่น
และการทำงานที่ใช้ทักษะการแก้ปัญหา รวมถึงการประนีประนอม ไม่ใช้ความรุนแรง
ขณะที่เด็กเกี่ยวข้องกับประสบการณ์การเรียนรู้ของเขากับเพื่อน
เด็กจะพัฒนาการรับรู้คุณค่าของตนเอง ซึ่งจะช่วยในเรื่องปฏิกิริยาทางอารมณ์
และจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
ให้เด็กได้รู้จักแสดงออกอย่าสนุกสนานกับเรื่องตลก
ขำขัน เช่น ฟังเรื่องตลก เล่านิทานสนุก เล่นบทบาทสมมติ เรื่องตลก และสนุก
นอกจากทำให้ขบขัน สนุก อารมณ์ดีแล้ว ยังเป็นการนำเอาเรื่องราวต่างๆ
มาประกอบขึ้นด้วยภาษา ท่าทางพิสดาร
กระตุ้นให้สมองรู้จักเหตุการณ์ที่เร้าจินตนาการอย่างยิ่ง
ให้เด็กได้ค้นหาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพกับเพื่อนและกลุ่มที่ห่างออกไป
โดยการจัดกิจกรรมคละกลุ่ม คละชั้นบ้างตามความเหมาะสม การใช้ชีวิตร่วมกัน
ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ช่วยเหลือเพื่อน
รู้จักขอโทษ ขอบคุณ เอื้ออารี ขณะที่เด็กสัมพันธ์กับผู้อื่น
ความเข้าใจโลกจะเพิ่มขึ้น เด็กจะเข้าใจในเรื่องความแตกต่าง
ความคล้ายคลึงในเรื่องเพศ เชื้อชาติ และความสัมพันธ์ทางสังคมจะชัดเจนมากขึ้น
อ้างอิง https://www.okmd.or.th/bbl/documents/339/bbl-emotionally-mentally
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
ความหมาย
การประเมิน
หมายถึง
การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น
และทักษะการปรับตัวอยู่ในสังคม ที่ปรากฎในแต่ละช่วงอายุ
เพื่อนำผลมาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็ก
การสร้างเสริม
หมายถึง การนำผลจากการประเมินมาสู่การตัดสินใจ
จัดประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กในแต่ละช่วง
ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี
สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
และเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาทางสังคมในวัยต่อไป
วิธีการที่ใช้ในการประเมิน
1. การสังเกตและการบันทึก
เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
2. การสนทนา
เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถ
3. การสัมภาษณ์
4. การรวบรวมผลงาน
5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การประเมิน
1. ด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย
และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่กิจกรรมง่ายๆ
และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้น และห่างจากตัวออกไป เพื่อให้เกิดการยั่วยุ
ท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ
3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ
ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย
4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง
2. ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย
ความเป็นมิตร คือ
แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น ความเป็นมิตรของเด็ก
เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก
การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต
จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน
ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ
เครื่องมือประเมิน
1. แบบันทึกพฤติกรรม
2. แบบบันทึกคำพูด
3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร
3. ด้านสังคมทางบวกของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. การให้ความร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆในบ้านในฐษนะเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน
การช่วยตนเอง การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง
2. การสอนโดยตรงให้มีพฤติกรรมการปรับตัวทางสังคมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครัวเรือนและสังคมภายนอก
3. การให้เล่นกับผู้อื่นทั้งเด็กโต
และเด็กเล็ก
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
ความหมาย
การประเมิน
หมายถึง
การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น
และทักษะการปรับตัวอยู่ในสังคม ที่ปรากฎในแต่ละช่วงอายุ
เพื่อนำผลมาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็ก
การสร้างเสริม
หมายถึง การนำผลจากการประเมินมาสู่การตัดสินใจ
จัดประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กในแต่ละช่วง
ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี
สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
และเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาทางสังคมในวัยต่อไป
วิธีการที่ใช้ในการประเมิน
1. การสังเกตและการบันทึก
เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
2. การสนทนา
เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถ
3. การสัมภาษณ์
4. การรวบรวมผลงาน
5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การประเมิน
1. ด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย
และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่กิจกรรมง่ายๆ
และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้น และห่างจากตัวออกไป เพื่อให้เกิดการยั่วยุ
ท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ
3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ
ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย
4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง
2. ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย
ความเป็นมิตร
คือ แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น
ความเป็นมิตรของเด็ก เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก
การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต
จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน
ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ
เครื่องมือประเมิน
1. แบบันทึกพฤติกรรม
2. แบบบันทึกคำพูด
3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร
3. ด้านสังคมทางบวกของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. การให้ความร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆในบ้านในฐษนะเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน
การช่วยตนเอง การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง
2. การสอนโดยตรงให้มีพฤติกรรมการปรับตัวทางสังคมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครัวเรือนและสังคมภายนอก
3. การให้เล่นกับผู้อื่นทั้งเด็กโต
และเด็กเล็ก
*หาเพิ่มเติม
พัฒนาการทางด้านสังคมในเด็กก่อนวัยเรียน
(3 – 6 ปี)
เด็กก่อนวัยเรียนเป็นกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการสำคัญหลายด้านซึ่งเป็นพื้นฐานต่อความสำเร็จในการดำเนินชีวิตในอนาคต
พัฒนาการด้านสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เด็กปรับตัวและพร้อมอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข
โดยพัฒนาการด้านสังคมที่เด็กก่อนวัยเรียนควรมีประกอบไปด้วย
1. การรับรู้ในตนเอง
• บอกได้ว่าตนเองเป็นใครชื่ออะไร
• รู้ข้อมูลของตนเอง
- ทราบเพศ
- ทราบอายุและวันเกิด
- รู้ชื่อจริงนามสกุลจริง
- แยกได้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มใด
- รู้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อผู้ปกครอง
- รู้ชื่อผู้ปกครอง
• การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม
- สามารถอยู่แยกจากผู้ปกครองได้ 2-3
ชั่วโมง
- ชอบที่จะฟังเรื่องของตนเอง
- สามารถแสดงถึงความมั่นใจในตนเองและมีความเป็นตัวของตัวเอง
- เริ่มแสดงออกถึงความเป็นส่วนตัว
- มีความสามารถที่จะพึงพาตนเองได้มากขึ้น
• มีพัฒนาการที่เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
(มีเหตุมีผล)
2. พัฒนาการด้านความมีระเบียบวินัย
• รับผิดชอบกิจวัตรประจำวันพื้นฐานของตนเองได้
• เริ่มมีบทบาทความรับผิดชอบของตนเอง
• แสดงถึงอารมณ์ ความคิด มุมมอง
โดยใช้ภาษาท่าทางได้อย่างเหมาะสม
• แยกแยะได้ว่าเป็นสิ่งเป็นของส่วนตัวหรือสิ่งของส่วนรวม
• สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมที่มีกฎกติกาได้
• เคารพกฎระเบียบในห้องเรียนได้
• สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้เมื่อต้องการ
• ทำตามที่บอกและดำเนินงานที่มอบหมายได้ถูกลำดับ
• ทำกิจกรรมและคงความสนใจได้จนเสร็จ
• สามารถทำกิจกรรมต่อได้หากทำไม่เสร็จก่อนหมดเวลา
• ยอมรับฟังข้อเสนอแนะจากคนอื่นได้
3. การสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่น
• ความเข้าใจถึงความรู้สึกของคนอื่นและตอบสนองได้อย่างเหมาะสม
- แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ
- พูดคุยเปิดใจได้
- ช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเขาต้องการ
• พฤติกรรมการเล่นที่เหมาะสม
- มีการแบ่งปันและให้ความร่วมมือ
- เล่นได้เหมาะสมกับสถานการณ์
- เล่นแสดงบทบาทเป็นคนอื่นได้ทั้งบทบาทเด็กและผู้ใหญ่
• การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
- เรียนรู้ที่จะสร้างและคงความสัมพันธ์กับเพื่อนได้
- มีความสุขที่จะสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนอื่น
- สามารถที่จะอยู่ร่วมเล่นกับเด็กในวัยเดียวกันได้
- พูดคุยสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย
• การแก้ปัญหา
- ทำงานที่จะต้องแก้ปัญหากับผู้อื่นได้
4. ความร่วมมือและเป็นส่วนหนึ่งในสมาชิกทั้งในครอบครัวและสังคมภายนอก
• เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล
• มีส่วนร่วม
เป็นสมาชิกในกลุ่มหรือกิจกรรมต่างๆ
• การเข้าหรือมีส่วนร่วมในการประชุม
- รู้จักการวางตัวในที่ประชุม
- รู้จักมารยาทที่ประชุม
- ไม่ประหม่าเวลาเจอคนแปลกหน้า
• ต่อรองกับผู้อื่นเพื่อเปลี่ยนกฎและสร้างกฎใหม่ที่เหมาะสม
• ใช้สิ่งที่มีหรือสิ่งที่กำหนดให้ได้อย่างเหมาะสม
• ช่วยเหลืองานบ้าน
อ้างอิง https://www.manarom.com/blog/Social_development_in_kids.html
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา
ความหมาย
การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
หมายถึง กระบวนการศึกษาความสามารถ ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย พฤติกรรมด้านการคิด การใช้ภาษา
จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
เพื่อนำผลมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ก้าวหน้าเหมาะสมกับวัย
ตลอดจนนำมาพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก
(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
หมายถึง กระบวนการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทักษะทางสติปัญญา เช่น
ความสามารถในการคิด วิเคราะห์การแก้ปัญหา ความจำ ความคิดสร้างสรรค์
และการใช้เหตุผล ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางปัญญาที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันและการศึกษาต่อไปในอนาคต
(สุภาวดี ศิิริลักษณ์, 2563)
ขอบข่ายในการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาตามหลักสูตรปฐมวัย
2560
1.ความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา
• สังเกตว่าเด็กสามารถเชื่อมโยงความคิด
แก้ไขปัญหาง่าย ๆ และทดลองวิธีแก้ปัญหาได้หรือไม่
• เช่น การเรียงลำดับภาพ การต่อบล็อก
หรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ
2. ความสามารถในการใช้เหตุผลและเชื่อมโยงความรู้
• การแสดงออกถึงความเข้าใจในเหตุและผล เช่น
รู้ว่าฝนตกเพราะมีเมฆมาก
• การจัดกลุ่มสิ่งของตามลักษณะที่เหมือนกัน เช่น สี
รูปร่าง หรือขนาด
3. ทักษะการคิดสร้างสรรค์
• สังเกตว่าเด็กสามารถใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
การเล่นบทบาทสมมติ หรือคิดวิธีการใหม่ ๆ ในการเล่นได้หรือไม่
4. ความสามารถทางภาษาและการสื่อสาร
• การฟังและทำความเข้าใจคำสั่ง
• การพูดสื่อสารได้ชัดเจน และการเล่าเรื่องสั้น ๆ
(กระทรวงศึกษาธิการ,
2560)
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
1.การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน
2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกต พฤติกรรมการคิดของด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น
และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวัน
3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล
เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและ
ผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก
4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก
ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การสร้างเสริมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
๑. สร้างความเข้มแข็งกับครอบครัวให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
โดยการให้ความรู้และฝึกอบรม
๒.
พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้
เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย
๓.
การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย
ควรอยู่บนพื้นฐานที่ว่า สมองเด็ก ทุกคนสามารถพัฒนาการคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง
๔.
ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา
และการเรียนรู้อย่างมีความสุข
๕. จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ให้โอกาสผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น
2. การศึกษาผลงานทางภาษา
ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย
เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม
ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้
3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ
พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา
เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย
4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การส้รางเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
1.การพูดคุยและการสนทนา: พ่อแม่หรือครูควร
พูดคุยกับเด็กอย่างสม้ำเสมอในกิจกรรมต่างๆเช่น การถาม-ตอบคำถามง่ายๆ
หรือการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสนใจ เช่น สัตว์, สี, รูปร่าง
2.การอ่านหนังสือและการเล่านิทาน:
การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้เด็กฟังเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา
โดยสามารถเลือกหนังสือที่มีภาพสีสันสดใสและเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยเด็ก
3.การใช้เกมและกิจกรรมที่สนุก: เกมที่เกี่ยวข้อง
กับการพูด เช่น เกมจับคู่คำ, เกมตั้งคำถามหรือการเล่นบทบาทสมมติ
4.การกระตุ้นการพูดด้วยคำถาม: การถามคำถามเปิดกว้าง
เช่น "วันนี้คุณทำอะไร?" หรือ
"คุณ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น?" จะช่วยกระตุ้นให้เด็กตอบและใช้คำพูดมากขึ้น
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
1. การใช้แบบทดสอบ แบบทดสอบสำหรับการประเมินจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยเป็นวิธีการที่ผู้ประเมินมีเป้าหมายเฉพาะและมีการสร้างแบบทดสอบที่มีมาตรฐานโดยผ่านกระบวนการหาคุณภาพของแบบทดสอบ
2. การสังเกต
เป็นวิธีการที่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเด่นชัดเป็นวิธีการที่ง่าย
สะดวก และไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ประเมิน
ซึ่งสามารถทำการประเมินได้บ่อยครั้งอย่างต่อเนื่อง
3. การประเมินจากผลงาน
ผลงานของเด็กที่สามารถนำมาใช้สำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
(อายุ 3-6 ปี เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาโดยสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ
ดังนี้
1. การเล่นเสริมจินตนาการ
2. การวาดภาพและศิลปะ
3. การเล่านิทานและการฟังนิทาน
4. การเล่นกับธรรมชาติ
5. การใช้เพลงและดนตรี
6. การตั้งคำถามและกระตุ้นการคิด (Amabile,
T. M. , Piaget, J.)
*หาเพิ่มเติม
วัยนี้มีพัฒนาการต่อจากวัยทารกเริ่มจากอายุ
2-5 ปี
ระยะนี้เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลง ของบุคลิกภาพมากที่สุด เช่นต้องการเป็นตัวของ
ตัวเองค่อนข้างดื้อ ซุกซนมาก และเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของความฝันและความจริง
ในบางครั้งความคิดและการกระทำของเด็กจะไม่ตรงกับความเป็นจริง
เด็กวัยนี้จะมีพัฒนาที่สำคัญ
4 ด้านคือ
- พัฒนาการทางด้านร่างกาย เช่น
ส่วนแขนและขาจะยาวออกไป ศีรษะจะได้ขนาดกับลำตัว โครงกระดูกแข็งแรงขึ้น
เริ่มมีทักษะในการเคลื่อนไหว ส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น รู้จักป้อนข้าวเอง
แต่งตัวได้เอง ใส่รองเท้าและอาบน้ำได้ ในปลายวัยเด็กตอนต้นฟันแท้จะเริ่มขึ้น 1-2
ซี่
- พัฒนาการทางอารมณ์
เด็กวัยนี้มักเป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดและโกรธง่าย
ดื้อรั้นเป็นวัยที่เรียกว่าชอบปฏิเสธ
และอาการดังกล่าวจะค่อยๆหายไปเองเมื่อเด็กเข้าโรงเรียนมีเพื่อนเล่นมาก
แต่อย่างไรก็ตามพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กจะมั่นคงเพียงใดขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูเป็นสำคัญ
- พัฒนาการทางสังคม
เริ่มรู้จักคบเพื่อน เล่นกับเพื่อนปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน รู้จักร่วมมือ
การยอมรับฟัง เริ่มรู้จักแข่งขันระหว่างกลุ่มเมื่ออายุ 4-5 ขวบ และมักเล่นกับเพศเดียวกัน
การเล่นกันเพื่อนนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นไม่รู้สึกว่าตนถูกทอดทิ้ง
- พัฒนาการทางภาษา
จะเป็นไปทีละขั้น เริ่มใช้ภาษาได้ดีพอสมควร รู้จักศัพท์เพิ่มขึ้นรวดเร็ว
เรียนรู้คำใหม่ๆมากขึ้น พ่อแม่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการทางภาษาของเด็กมาก
เช่นการชักจูงให้เด็กพูด โดยการซักถาม การแนะนำที่ดี
การเน้นคำให้ถูกต้องเมื่อพูดกับเด็ก การที่ผู้ใหญ่ยอมรับฟังการพูดคุยของเด็กจะช่วยให้เด็กรู้จักพูดในสิ่งที่เป็นสาระยิ่งขึ้น
ลักษณะพฤติกรรมทางจิตใจที่พบได้บ่อยในวัยนี้คือ
ก.
ความอิจฉาน้อง
เป็นอารมณ์ปกติที่พบได้บ่อยในวัยนี้
เด็กอาจแสดงออกโดยการ ทุบตีน้อง เย้าแหย่น้อง หรือแสดงความประพฤติไม่เหมาะสม
เช่นดูดนิ้ว พูดติดอ่าง กินอาหารน้อยลง นอนไม่หลับ ปัสสาวะรดที่นอน เป็นต้น
โดยทั่วไปเด็กจะเริ่มอิจฉาน้องเป็นเมื่อเข้าวัยขวบที่ 3 โดยมาก จะเห็นชัดเมื่ออายุระหว่าง 2-4 ปี
สาเหตุ
- พ่อ แม่ ผู้ใหญ่อาจเป็นต้นเหตุ
เช่นกล่าวกับเด็กว่า “แม่ไม่รักแล้วรักน้องดีกว่า”
การเปรียบเทียบเด็กกับน้องๆว่าน้องเก่งกว่า
น่ารักกว่าการที่พ่อแม่แสดงให้เห็นว่ารักน้องมากกว่าจะเป็นด้วยคำพูด
หรือการกระทำก็ตาม เช่น การกล่าวชมเชยให้ความสนใจน้องอย่างเกินควร
- เกิดจากน้อยใจว่าพ่อแม่รักน้องมากกว่า
ได้รับความสนใจน้อยลงเนื่องจากเด็กไม่เข้าใจ
พ่อแม่นั้นสามารถให้ความรักลูกคนอื่นๆ ได้เท่ากับที่พ่อแม่รักตัวเอง
เด็กเหล่านี้รู้สึกว่าตนสูญเสียความรักที่เคยได้รับจากพ่อแม่
และน้องเป็นผู้ทำให้พ่อแม่รักตนน้อยลง
- เด็กในวัยนี้ยังต้องการความรัก
ความเอาใจใส่อยู่เสมอและเด็กยังไม่รู้จักแบ่งปัน
เขายังถือตนเป็นใหญ่อยู่และยังไม่เข้าใจเหตุผลดีพอเมื่อได้รับการสนใจน้อยลงเพราะมีผู้อื่นมาแทนที่ก็ย่อมไม่พอใจแสดงการอิจฉาน้องได้
- ขาดการอบรมที่ดี
พ่อแม่ให้การตามใจ ทำให้เป็นคนไม่ยอมใคร
วิธีแก้ไข
- บอกให้เด็กรู้ล่วงหน้าว่าตนจะมีน้องใหม่
มารดาควรให้เด็กคุ้นเคยกับน้องในท้อง
พูดถึงน้องในทำนองว่าจะเป็นเพื่อนเล่นของเขา
- อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าตนมีส่วนเป็นเจ้าของน้อง
ที่จะเกิดใหม่และให้ความมั่นใจ
กับเด็กว่าเขาก็ยังเป็นผู้หนึ่งที่ท่านรักและภูมิใจอยู่เสมอ
- หากต้องมีการเปลียนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งภายในบ้าน
เช่นเด็กต้องย้ายไปอยู่ ห้องอื่นและให้น้องเข้าอยู่แทน
ควรชี้แจงให้เด็กทราบด้วยเหตุผลว่าเด็กโตแล้วและให้ย้ายไปอยู่ห้องที่ดีกว่าหรือใหญ่กว่า
- ผู้ที่ดูแลเด็กที่บ้านขณะแม่ไปคลอดควรเป็นผู้ที่คุ้นเคย
- เมื่อแม่กลับจากโรงพยาบาลใหม่ๆ
อาจจะให้คนพาเด็กไปเล่น ข้างนอกเพื่อไม่ให้เด็กเห็นความชุลมุนวุ่นวายกับการจัดที่ทางให้น้องใหม่และท่าทีคนอื่นๆในบ้านที่พากันมาสนใจน้องใหม่
- พยายามให้เด็กมีส่วนในการดูแลน้องเช่นช่วยแม่หยิบผ้าอ้อมหยิบขวดนมให้น้อง
และควรเตรียมให้เขารู้ว่าการเป็นพี่นั้นดีอย่างไร และสำคัญอย่างไร
เขาจะทำอะไรให้น้องได้บ้างเป็นต้น
- พ่อแม่ควรให้ความสนใจแก่เด็กตามสมควรเมื่อมีญาติ
เพื่อนฝูงมาเยี่ยมน้องใหม่
- ไม่แสดงความรักและสนใจน้องจนออกนอกหน้าเกินควร
ให้ความรักแก่พี่น้องเท่ากัน อย่าแสดงว่ารักใครมากกว่าใคร
และอาจแสดงความเห็นใจ เขาบ้างเวลาที่น้องกวนหรือรังแกเขา
อย่าพูดหรือแสดงกิริยาว่ารักน้องมากกว่า
- ผู้ใหญ่ พ่อแม่ควรระวังคำพูด
หรือจะกระทำใดๆ ที่ทำให้เด็กเสียกำลังใจหรือเป็นปมด้อย
- เมื่อน้องโตเล่นกับพี่มีการทะเลาะกัน
พ่อแม่ควรทำตัวเป็นกลางไม่เข้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ถ้าทะเลาะกันต้องทำโทษทั้งคู่
เช่น ให้แยกกันเล่นคนละห้อง ถ้าอยากเล่นด้วยกันต้องไม่ทะเลาะกัน
ทำโทษด้วยการให้เหตุผลเช่นทำไมจึงโดนทำโทษ หรือไม่ให้บางสิ่งบางอย่างที่ชอบ
เช่น ไม่ให้ดูรายการโทรทัศน์ ไม่พาไปเที่ยว เป็นต้น
- เวลาซื้อของให้น้องใหม่ควรซื้อให้พี่ด้วย
- ถ้าเด็กดีต่อน้องควรให้รางวัล
- ในบางโอกาสควรให้คนพี่นั่งตัก
นอนตัก แม่บ้าง จะทำให้เด็กพอใจและไม่เห็นความเปลียนแปลงมากนัก
ความรักพี่รักน้องในเด็กมิได้เกิดติดตัวมากับเด็ก
แต่ได้รับการปลูกฝังให้มีขึ้นจากท่าทีของพ่อแม่ที่ให้ความรักและมั่นใจแก่เด็ก
เด็กที่รู้สึกว่าตนเป็นที่รักและต้องการของพ่อแม่มักไม่อิจฉาน้อง
และมีความพอใจที่เห็นสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในครอบครัว
ข. ความดื้อ
เป็นความรู้สึกต่อต้านซึ่งเป็นลักษณะของเด็กในวัยนี้โดยเฉพาะในช่วงอายุ
2-3 ฝ ปี
เพราะเขาอยู่ในระยะปฏิเสธไม่ยอมใคร จะดื้ออย่างที่เขาต้องการทำเท่านั้น
อาจเนื่องมาจากความไม่เข้าใจกันระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บังคับเกินกว่าเหตุ
ตั้งกฎเกณฑ์มากเกินไป หรือทำตนไม่สม่ำเสมอทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้อะไร
วิธีแก้ไข
- ผู้ใหญ่พ่อแม่ควรร่วมมือในการอบรมเด็ก
ไม่ขัดแย้งกัน
- ตั้งกฎเกณฑ์ที่เด็กสามารถทำได้ตามวัยและตามความสามารถของเขา
- เวลาเด็กทำอะไรควรช่วยแนะนำในแนวทางที่เหมาะสมด้วยเหตุด้วยผล
- งดการดุและการลงโทษพร่ำเพรื่อ
ไม่บังคับเด็กจนเกินไป
- ให้คำชมเชยเมื่อเด็กทำดี
แนวทางในการเลี้ยงดูอบรมเด็กให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
- ให้เด็กได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและเพียงพอเพื่อสมองจะได้เจริญเต็มที่
- ให้เด็กได้พักผ่อนนอนหลับ
ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเด็ก
- พาไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนกับแพทย์เป็นระยะๆเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยและพิการด้วยโรคต่างๆ
- ช่วยฝึกหัดให้กำลังใจเด็กเมื่อเริ่มคลาน
นั่ง ยืน เดิน และพูด
- พ่อแม่ควรมีความเข้าใจกันซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นมั่นคงภายในบ้าน
แสดงความรักความเอาใจใส่ ความห่วงใยในตัวลูกให้ลูกได้รับรู้อยู่เสมอ
ให้เขามั่นใจว่าเขาเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าคนหนึ่งในครอบครัว
- ช่วยให้เด็กเติบโตมีอารมณ์มั่นคง
โดยการอบรมสั่งสอนลูกอย่างมีเหตุผล มีวินัยที่ดี แต่ต้องไม่เข้มงวดจนเกินไป
- ช่วยให้เด็กเข้ากับคนอื่นในสังคมได้ดีโดย
- สนับสนุนให้เด็กได้เล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกัน
- ให้ความรู้และประสบการณ์โดยการพูดคุยคำตอบคำถามพาไปเที่ยวเมื่อมีโอกาส
- ส่งเสริมที่ดีในตัวลูก
อย่าทำให้เกิดปมด้อยโดยการนำไปเปรียบเทียบกับเด็กอื่นๆ
- เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกได้ทำตามในทุกๆเรื่องๆ
- ปฏิบัติต่อเด็กด้วยความนิ่มนวล
เข้าใจความรู้สึกของเด็ก เข้าใจความต้องการของเด็ก
จะช่วยให้เกิดสัมพันธภาพอันดีต่อกัน
ผู้รวบรวมและเรียบเรียง: อัญชลี จุมพฎจามีกร
ผู้ให้คำปรึกษา: ผศ.สเปญ อุ่นอนงค์
เครดิตรูปภาพ: http://kishymca.org/wp-content/uploads/2014/04/iStockPreschoolKids1.jpg
เอกสารอ้างอิง
- กองสุขภาพจิต กรมการแพทย์.
“เลี้ยงลูกให้สุขภาพจิตดี” ข่าวสารสุขภาพจิต ปีที่ 5 ฉบับที่ 11 (พ.ย.2529) หน้า 88.
- นักศึกษาพยาบาลปีที่ 4 โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี.
“แผ่นพับเผยแพร่เรื่องเด็กดื้อ”
- ศิริวิไล.
คู่มืออ่านพฤติกรรมเด็ก. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์, อ.อิทธิพล, 2526.
- สุชา จันทร์เอมและสุรางค์
จันทร์เอม. จิตวิทยาพัฒนาการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช,
2520.
- หน่วยจิตเวช
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช. “แผ่นพับ เผยแพร่
ทำไมเด็กจึงขี้อิจฉา”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น