วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567

9.การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 บันทึกสรุปเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

9.การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย (Documentation for Young Children) หมายถึง การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย การจัดทำสารนิทัศน์ (Documentation) เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญ เติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บัน ทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา สารนิทัศน์เป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและร่องรอยผลงานของเด็ก จากการทำกิจกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การ จัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบได้แก่ • พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม มีการใช้แถบ บันทึก เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำ เป็นต้น • การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach)สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู การบรรยายของพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบหนังสือหรือจดหมาย แม้กระทั่งการจัดแสดงบรรยายสรุปให้เห็นภาพการเรียนรู้ทั้งหมด •การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น • การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนาการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบ บันทึกภาพผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก ครูที่ชำนาญจะนำผลงานของเด็กมาใช้ดูพัฒนาการและกระบวนการทำงานของเด็ก ครูส่วนใหญ่มักจะเก็บผลงานการเขียนและผลงานศิลปะ ประเภทของบอร์ดสารนิทัศน์ จัดแบ่งประเภทได้ตามเนื้อหาที่สื่อออกมาดังนี้ • สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน • โครงการหรือ Emergent Curriculum • เหตุการณ์พิเศษ เช่น การไปทัศนศึกษาเทศกาลต่างๆ • หัวข้อการเรียน (Theme) • ทักษะเฉพาะ เช่น ศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหวและจังหวะ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา • พัฒนาการของเด็ก เช่น ทักษะทางสังคม คุณค่าของการเล่น พัฒนาการทางอารมณ์ ทักษะการใช้กล้าม เนื้อเป็นต้น • ทักษะที่เพิ่มขึ้นของเด็ก เช่น การช่วยเหลือตนเอง การอ่านเขียน ความสัมพันธ์ระหว่างมือและสายตา • การรวบรวมส่วนประกอบ เป็นการรวบรวมเนื้อหาสาระเพื่อจัดทำบอร์ดสารนิทัศน์ ซึ่งอาจประกอบไปด้วย • ผลงานที่เด็กทำหรือเก็บโดยการถ่ายเอกสารเก็บไว้ การจัดวางบอร์ดสารนิทัศน์ การจัดวางควรค่านึงถึงสิ่งต่อไปนี้ • การกำหนดพื้นที่จัดแสดง เช่น ดั้งแสดงบนโด๊ะหรือดิดกับผนัง • การเลือกชนิดของบอร์ดว่าจะเป็นแบบโปสเดอร์หรือแบบตั้งได้สามด้าน • การใส่หัวเรื่องในจุดที่ดึงดูดความสนใจ • การค่านึงถึงเรื่องสุนทรียศาสตร์ เช่น การผนึกภาพและงานอย่างประณีต การใช้โทนสีของกระดาษให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่น่าเสนอ การดกแต่งที่ไม่รกรุงรังจนเกินไป เป็นด้น นิติธร ปิลวาสน์. (2558). สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย (Documentation for young children). สืบค้น 04 ธันวาคม พ.ศ.2567. จาก http://taamkru.com/th/สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย/

8.เเฟ้มสะสมผลงาน ( Portfolio)

 บันทึกสรุปเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

8.เเฟ้มสะสมผลงาน ( Portfolio) แฟ้มผลงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อใช้ในการประเมินผล ดังนั้นแฟ้มผลงานเด็ก ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง แฟ้มผลงานเด็กจึงถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก 1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ 2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก 3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก 4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ 5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม 6. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก 7. จัดทำขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำเพื่อการประเมินผลที่คงที่ 8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก 1. ผลงานเด็กจำเป็นต้องมีการปรับปรุงดัดแปลงให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ 2. การเลือกผลงานเพื่อเก็บรวบรวมใส่ในแฟ้มผลงาน 3. แฟ้มผลงานเป็นการทบทวนสะท้อนความคิด https://www.kruchiangrai.net/2019/10/28/การวัดประเมินผลปฐมวัย/

7. การใช้แบบทดสอบ (Test)

 บันทึกสรุปเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

7. การใช้แบบทดสอบ (Test) การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้เช่นสามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลำพอง, 2525) การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย - เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง - ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย สมาคมการอนุบาลศึกษาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา(NAEYC,1988) กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการสอบว่า มีขึ้น เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนส าหรับเด็กและ เพื่อตรวจสอบว่าเด็กได้รับผลดีจากการจัดประสบการณ์ทางการศึกษา ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดย ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญแบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ (ดวงเดือน ศาสตรภัทร (อ้างถึงใน นภเนตร ธรรมบวร, 2540) การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น 1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด 2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน 3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน 4.สร้างแบบทดสอบ (ดวงเดือน ศาสตรภัทร, 2537) ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ - (สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึงความสามารถด้านภาษานิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้ - เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป ประเภทของแบบทดสอบแบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก : ▪ แบบทดสอบเชาว์ปัญญา ▪ แบบทดสอบความพร้อม ▪ แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ▪ แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนาการ ▪การทดสอบทางวาจา เป็นการทดสอบแบบปากเปล่าต้องใช้ภาษาสื่อสารเป็นสำคัญ ▪การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ(ข้อเขียน) เป็นการสอบที่ต้องขีดเขียน ใช้กระดาษ ดินสอหรือ ปากกาเป็นเครื่องมือสำคัญ ▪การทดสอบโดยการปฏิบัติ ต้องลงมือกระทำ ครูเป็นผู้สังเกตกระบวนการที่เด็กกระทำว่าถูกต้องหรือไม่ ผลงานเป็นอย่างไรแล้วพิจารณาให้คะแนน โดยประเมินผลตามพัฒนาการของเด็ก พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้เช่นสามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลำพอง, 2525) การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย - เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง - ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย สมาคมการอนุบาลศึกษาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา(NAEYC,1988) กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการสอบว่า มีขึ้น เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนส าหรับเด็กและ เพื่อตรวจสอบว่าเด็กได้รับผลดีจากการจัดประสบการณ์ทางการศึกษา ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดย ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญแบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ (ดวงเดือน ศาสตรภัทร (อ้างถึงใน นภเนตร ธรรมบวร, 2540) การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น 1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด 2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน 3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน 4.สร้างแบบทดสอบ (ดวงเดือน ศาสตรภัทร, 2537) ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ - (สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึงความสามารถด้านภาษานิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้ - เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป ประเภทของแบบทดสอบแบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก : ▪ แบบทดสอบเชาว์ปัญญา ▪ แบบทดสอบความพร้อม ▪ แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ▪ แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนาการ ▪การทดสอบทางวาจา เป็นการทดสอบแบบปากเปล่าต้องใช้ภาษาสื่อสารเป็นสำคัญ ▪การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ(ข้อเขียน) เป็นการสอบที่ต้องขีดเขียน ใช้กระดาษ ดินสอหรือ ปากกาเป็นเครื่องมือสำคัญ ▪การทดสอบโดยการปฏิบัติ ต้องลงมือกระทำ ครูเป็นผู้สังเกตกระบวนการที่เด็กกระทำว่าถูกต้องหรือไม่ ผลงานเป็นอย่างไรแล้วพิจารณาให้คะแนน โดยประเมินผลตามพัฒนาการของเด็ก (วรรณวดี ม้าลำพอง (2525) ) 1. ความจำเป็นของการทดสอบจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบเช่น - เพื่อจัดเด็กเข้ากลุ่มตามความเหมาะสม - ต้องการทราบความก้าวหน้าของการเรียน 2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง 3. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ - ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา - ความเที่ยงตรงตามเกณฑ์ - ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (ตามคุณลักษณะหรือโครงสร้างทางทฤษฎี) 4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กความเหมาะสมของรูปภาพคำถามสอดคล้องกับประสบการณ์คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้ปริมาณเวลาดำเนินการสอบวิธีการให้คะแนน การตีความ และวิธีการสร้างแบบทดสอบ ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย 1.จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ 2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ 3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก 4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนดวัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้ 5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ

6. การทำสังคมมิติ (Sociogram)

 บันทึกสรุปเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

5. การเขียนบันทึก (Journal)

 บันทึกสรุปเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

5. การเขียนบันทึก (Journal) - เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนอาจเน้นเฉพาะเด็กที่ศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ - บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้ - เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์เหตุการณ์การกระทำต่างๆ ของตนเอง การเขียนบันทึกของครู เป็นกระบวนการสะท้อนกลับข้อมูลและเขียนบันทึก (มีประสิทธิผลกว่าการเขียนบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น) เริ่มต้นเขียนโดย : คิดว่า วันนี้มีอะไรสำคัญบ้าง เขียนบันทึกไว้ ประเด็นในการสะท้อนตนเอง : - พอใจการสอนครั้งนี้หรือไม่ พอใจ-ไม่พอใจอะไร สิ่งที่ดีอยู่แล้ว-สิ่งที่ควรแก้ไข วิธีแก้ไข - การสอนที่เกิดขึ้นต่างจากแผนที่วางไว้หรือไม่ เพราะอะไร - เด็กได้ - ไม่ได้ประสบการณ์..... ที่ครูตั้งใจจัดให้เหตุผลสนับสนุนข้อสรุปนี้ ข้อดีของการเขียนบันทึก - ช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตน - ช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น - ทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้ห้องเรียนของตน ข้อจำกัดของการเขียนบันทึก ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของจน ตัวอย่าง การทำบันทึกของครู 1. ดิฉันได้จัดอุปกรณ์สำหรับมุมช่างให้เด็กในแต่ละวันมาตลอด แต่ดิฉันอยากจะหาวิธีการที่จะ ทำงานของเด็กในรูปแบบการสอนแบบโครงการและแล้วดิฉันก็ได้เห็นความสนใจเบื้องต้นของเด็กซึ่งนั่นก็คือ การสำรวจถึงวิธีการทำงานของเครื่องมือต่างๆ / ........... / 4. ดิฉันได้น างานที่มีรูปร่างใหม่ๆ และเครื่องมือที่แตกต่างจากเดิมมาเพิ่ม ทุกครั้งที่ทำเช่นนี้ เด็กๆ จะเข้ามา สำรวจอุปกรณ์ใหม่ก่อนที่จะรวมเข้ากับอุปกรณ์ที่เขาคุ้นเคยเมื่อถึงจุดหนึ่ง ดิฉันได้น าสีมาให้พวกเขา ซึ่งทำให้พวกเขามองกิจกรรมนี้ต่างไปจากเดิม พวกเขาเริ่มสนใจที่จะตั้งชื่อ ชิ้นงานที่ทำขึ้น / ......7. เด็กๆ เรียนรู้ว่าพวกเขาสามารถสอนเพื่อนๆ ถึงวิธีการใช้เครื่องมือ ตอบคำถามเพื่อน คนอื่นๆ และการแบ่งปันเครื่องมือ อุปกรณ์ ดิฉันแปลกใจในขณะที่เฝ้าดู เด็กๆ ทำสิ่งเหล่านี้ เพราะดิฉันไม่เคยมีความคิดว่าเด็กๆ จะสามารถทำสิ่งต่างๆ 8. ส่วนใหญ่แล้ว ดิฉันจะเล่นบทบาทเป็นผู้จัดการโปรแกรม ผู้นำกองเชียร์และสังเกตการณ์เสมอ ดิฉันได้ค้นพบว่าเด็กๆ เรียนรู้โดยมีอุปกรณ์ การมีโอการสำารวจและการตั้งคำถาม การตอบคำถามจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเขาเองเวลานี้ดิฉันเข้าใจแล้วว่า บทบาทของดิฉันก็คือการจัดเตรียมโอกาสส าหรับเด็กๆ ที่จะได้เรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง - จากงานวิจัยของคุณครูเอสเตอร์



















4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ (Checklists)

 บันทึกสรุปเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ (Checklists) 4. การใช้แบบประเมินพัฒนาการ - ตั้งวัตถุประสงค์ต้องการศึกษาอะไร - สร้างแบบสำรวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก - ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ข้อดีของการใช้ Checklists - ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว - ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล - สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที - ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร - สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ข้อจำกัดของการใช้ Checklists - ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด - ต้องทบทวน สะท้อนความคิด - วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง - ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้

3.การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)

 บันทึกสรุปเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

3.การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก - ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง - พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น - มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น การประเมิน สรุป และให้ข้อเสนอแนะ บันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก บันทึกคำพูด 1. ความจำกัดทางด้านจำนวนคำศัพท์ การออกเสียงต่างๆปัญหาในการออกเสียง การเสนอแนวทางแก้ไข 2. ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบเห็น 3. การบรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ และบุคคลต่างๆเช่น ความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ เกลียดภาคภูมิใจ 4. ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ และ ความประทับใจในบทเรียนหรือเรื่องราวต่างๆ







































2.การสัมภาษณ์ (Interview)

 บันทึกสรุปเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

2. การสัมภาษณ์ (Interview) -เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน -อาจเกิดขึ้นระหว่างครู-เด็ก ครู-ผู้ปกครอง -จะได้ผลดีถ้ามีความคุ้นเคยกัน -มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเด็ก แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ 3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง -เหมาะกับผู้เริ่มต้นยังไม่มีความชำนาญ หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์ 1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์ เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบ พัฒนาการด้านใด? 2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่ 3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี 4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์ 1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป 2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ 3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก 4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ




1.การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

 







แบบฝึกหัด

 



การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมิน

  ออกแบบการสื่อสารถึงผู้ปกครอง (กำหนดรูปแบบการสื่อสารเนื้อหาที่จะสื่อสาร-และจัดทำสื่อเช่น จดหมาย แผ่นพับ สื่อดิจิทัล ฯลฯ ) แจ้งข่าวสารในโรงเ...